Financial Sector Cybersecurity Weekly Monitoring Report
ห้วงเวลา: 7-13 กันยายน 2569
TLP:CLEARในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อภาคการเงินและการธนาคารมีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ (1) การยกระดับของมัลแวร์โมบายล์แบงก์กิ้งโดยกลุ่ม GoldFactory ที่นำแอปพลิเคชันจัดการโปรไฟล์มาดัดแปลงเพื่อโคลนแอปธนาคารเข้าสู่พื้นที่เสมือน หลบเลี่ยงการตรวจจับของระบบความปลอดภัยระดับอุปกรณ์ (2) แคมเปญฟิชชิงแบบ Adversary-in-the-Middle (AiTM) มุ่งเป้าผู้ใช้งานในไทยโดยแอบอ้างไปรษณีย์ไทยเพื่อดักจับข้อมูลบัตรเครดิตและรหัส OTP จากธนาคารแบบเรียลไทม์ และ (3) การใช้ Generative AI สร้างเอกสารการเงินปลอมแปลงเพื่อหลอกโอนเงินระดับองค์กร ตลอดจนส่วนขยายเบราว์เซอร์อันตรายที่มุ่งขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลและโทเค็นเซสชัน
กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ GoldFactory ผู้พัฒนามัลแวร์ขโมยเงิน Gigabud ได้พัฒนาเครื่องมือชื่อ Vwork โดยดัดแปลงจากแอปพลิเคชันโอเพนซอร์ส Shelter เพื่อใช้ประโยชน์จากฟังก์ชัน Android Work Profile ในการสร้างพื้นที่ทำงานแยกส่วน Vwork เปิดช่องทาง API ให้ Gigabud สั่งโคลนแอปพลิเคชันโมบายล์แบงก์กิ้งเป้าหมายเข้าไปทำงานใน Work Profile ทำให้ระบบตรวจจับมัลแวร์ (Security SDK) ของธนาคารไม่สามารถตรวจพบมัลแวร์ที่ทำงานอยู่ใน Personal Profile ได้ จากนั้นผู้โจมตีจะใช้สิทธิ์ Accessibility Service ในการควบคุมหน้าจอ สวมรอยทำธุรกรรมโอนเงิน และดูดเงินออกจากบัญชีเหยื่อแบบอัตโนมัติ (Automated Transfer System) โดยมีการพรางหน้าจอเป็นสีดำเพื่อไม่ให้เหยื่อสังเกตเห็น
ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากกลุ่ม GoldFactory มีประวัติพุ่งเป้าโจมตีผู้ใช้งานโมบายล์แบงก์กิ้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง เทคนิคการแยกสภาพแวดล้อม Work Profile ส่งผลให้ระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติบนอุปกรณ์ของธนาคารในไทยไม่สามารถตรวจจับสัญญาณมัลแวร์ได้ตามปกติ
ยุทธศาสตร์: ผู้พัฒนาโทรจันสายการเงินปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการพยายามหลบเลี่ยงการวิเคราะห์โค้ด มาเป็นการใช้ฟีเจอร์แยกสภาพแวดล้อมระดับระบบปฏิบัติการ (OS-level isolation) เพื่อตัดการเชื่อมโยงระหว่างสัญญาณตรวจจับมัลแวร์กับการทำธุรกรรมฉ้อโกง
ยุทธการ: ผู้โจมตีแบ่งสถาปัตยกรรมการโจมตีออกเป็นสองส่วน โดยให้ Gigabud ทำหน้าที่เป็น C2 loader และขอสิทธิ์ Accessibility ส่วน Vwork ทำหน้าที่บริหารจัดการโคลนแอปธนาคารเข้าสู่พื้นที่เสมือน
ยุทธวิธี: สถาบันการเงินและผู้พัฒนาแอปพลิเคชันธนาคารต้องเพิ่มกลไกตรวจสอบการทำงานของแอปภายใน Work Profile ตรวจจับการเปิดใช้งาน Accessibility Service โดยแอปพลิเคชันที่ไม่รู้จัก และผูกอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ (Device Binding)
ผู้ใช้งานโมบายล์แบงก์กิ้ง สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัล
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
ตรวจพบแคมเปญฟิชชิงแบบ Adversary-in-the-Middle (AiTM) แอบอ้างเป็นไปรษณีย์ไทย ส่งอีเมลหลอกลวงให้ผู้รับยืนยันข้อมูลพัสดุและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจัดส่งเพิ่มเติมจำนวน 36.14 บาท อีเมลส่งผ่านระบบ Postmark ของบริษัทในเยอรมนีที่ถูกเจาะระบบ ทำให้ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบ SPF และ DKIM เนื้อหาอีเมลใช้กลไก Open Redirect ของ Bing Search เชื่อมต่อไปยังหน้าฟิชชิงบนโดเมน ellfrieda-pflegedienst[.]de ซึ่งทำงานเป็น Real-time Session Listener ผ่านหน้า loading[.]php และ OtpOne[.]php เพื่อดักเก็บข้อมูลบัตรเครดิต (PAN, CVV, วันหมดอายุ) และนำข้อมูลไปสร้างธุรกรรมกับร้านค้าจริงเพื่อดักจับรหัส OTP 3D-Secure จากธนาคารไทยแบบเรียลไทม์
ได้รับผลกระทบโดยตรงในระดับสูงสุด เนื่องจากแคมเปญมุ่งเป้าผู้บริโภคและผู้ถือบัตรเครดิตในประเทศไทยโดยเฉพาะ มีการใช้ภาษาไทยและอัตลักษณ์ของไปรษณีย์ไทยครบถ้วน ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินทันทีหากเหยื่อกรอกรหัส OTP ยืนยันการทำธุรกรรม
ยุทธศาสตร์: อาชญากรไซเบอร์ใช้ประโยชน์จากความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐานส่งอีเมล (ESP) และบริการค้นหาชั้นนำ เพื่อเพิ่มอัตราการส่งถึงกล่องจดหมายหลักและลดความระแวงของเหยื่อ
ยุทธการ: การเปลี่ยนผ่านจากการขโมยข้อมูลบัตรแบบดั้งเดิมไปสู่สถาปัตยกรรม AiTM แบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้โจมตีสามารถข้ามระบบป้องกัน 3D-Secure / OTP ของธนาคารได้อย่างสมบูรณ์
ยุทธวิธี: ผู้ดูแลระบบความปลอดภัยต้องตรวจสอบลิงก์ประเภท Open Redirect และเฝ้าระวังอีเมลที่ผ่าน SPF/DKIM แต่มีเนื้อหาภาษาไทยที่ไม่ตรงกับโดเมนผู้ส่ง ส่วนผู้ใช้งานต้องปฏิเสธการกรอก OTP บนเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ของธนาคาร
ผู้ใช้งานบริการไปรษณีย์ไทย ผู้ถือบัตรเครดิตและเดบิต และธนาคารผู้ออกบัตรในประเทศไทย
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
ตรวจพบแคมเปญอีเมลหลอกลวงระดับอุตสาหกรรมกว่าหนึ่งล้านฉบับที่นำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้สร้างประวัติการสนทนาเทียมและปลอมแปลงใบแจ้งหนี้ของแพลตฟอร์ม ServiceNow ผู้โจมตีสวมรอยเป็นผู้บริหารระดับสูงส่งคำสั่งขออนุมัติการจ่ายเงินเกือบ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐไปยังฝ่ายการเงิน พร้อมใช้โดเมนเลียนแบบ service-nowinc[.]com และบริการ domainlify[.]net เพื่อนำเหยื่อไปสู่การทำธุรกรรมโอนเงินผ่านระบบอัตโนมัติ (ACH) เข้าสู่บัญชีของผู้โจมตี
น่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากฝ่ายการเงิน บัญชี และการจัดซื้อของสถาบันการเงินและองค์กรธุรกิจในไทยตกเป็นเป้าหมายของขบวนการหลอกลวงแบบ Business Email Compromise (BEC) อย่างแพร่หลาย การใช้ AI ช่วยสร้างข้อความและเอกสารประกอบที่สมบูรณ์ทำให้พนักงานสังเกตความผิดปกติได้ยาก
ยุทธศาสตร์: Generative AI ถูกนำมาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตีแบบ Social Engineering ในระดับอุตสาหกรรม มุ่งเป้ากระบวนการอนุมัติเงินขององค์กร
ยุทธการ: ผู้โจมตีผสานการจดทะเบียนโดเมนที่ใกล้เคียง (Typosquatting) เข้ากับการสร้างบริบทบทสนทนาย้อนหลัง เพื่อสร้างความสมจริงและกดดันให้เหยื่อเร่งดำเนินการโอนเงิน
ยุทธวิธี: กำหนดให้มีกระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนผ่านช่องทางที่สอง (Out-of-band Verification) เช่น การโทรศัพท์ติดต่อผู้บริหารหรือคู่ค้าโดยตรงก่อนอนุมัติการโอนเงินหรือเปลี่ยนแปลงบัญชีธนาคาร
ฝ่ายบัญชีและการเงิน สถาบันการเงิน องค์กรธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูง
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
นักวิจัยค้นพบส่วนขยายอันตรายบน Chrome Web Store และ Firefox Add-ons ได้แก่ J7Tracker, VREO, Orbit Tracker, GhostApe และ GhostApe Color ที่แอบฝังโมดูล vamp/axiom-fetch-intercept.js เพื่อดักขโมยข้อมูลผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเทรดคริปโทเคอร์เรนซี Axiom Trade และ Padre ส่วนขยายเหล่านี้จะดักจับโทเค็นการเข้าสู่ระบบ Firebase คีย์กระเป๋าเงิน (bundleKey, sBundles, eBundles) และคุกกี้เซสชัน จากนั้นส่งข้อมูลออกไปยังเซิร์ฟเวอร์บน Vercel (dcfdc-eight.vercel[.]app) และ susi[.]bonto[.]run โดยใช้เทคนิค Browser Navigation เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบขอบเขตสิทธิ์และนโยบายความปลอดภัยของเว็บ
น่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยมีการใช้งานเครื่องมือและส่วนขยายช่วยเทรดคริปโทเคอร์เรนซีอย่างกว้างขวาง การติดตั้งส่วนขยายที่ไม่ผ่านการตรวจสอบอาจนำไปสู่การถูกขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลและการเข้ายึดบัญชีอย่างสมบูรณ์
ยุทธศาสตร์: ผู้โจมตีมุ่งเป้าห่วงโซ่อุปทานส่วนขยายเว็บเบราว์เซอร์ (Browser Extension Supply Chain) โดยนำเครื่องมือเทรดยอดนิยมมาดัดแปลงเพื่อเข้าถึงกระเป๋าเงินและเซสชันของผู้ใช้โดยตรง
ยุทธการ: โค้ดอันตรายทำงานภายในเบราว์เซอร์ที่ผู้ใช้ล็อกอินอยู่แล้ว โดยดึงข้อมูลจาก localStorage และ IndexedDB โดยตรง ทำให้ไม่ต้องเจาะระบบปฏิบัติการหรือขโมยรหัสผ่านผ่านหน้าฟอร์ม
ยุทธวิธี: ผู้ดูแลระบบและผู้ใช้งานควรจำกัดการติดตั้งส่วนขยายในเบราว์เซอร์ที่ใช้ทำธุรกรรมทางการเงินหรือเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล กำหนดนโยบายอนุญาตเฉพาะส่วนขยายที่จำเป็น และเพิกถอนเซสชันทันทีหากพบส่วนขยายต้องสงสัย
นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเทรดคริปโทเคอร์เรนซี และผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน Web3
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง