ในรอบสัปดาห์ระหว่างวันที่ 14-20 กันยายน 2569 ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อภาคสาธารณูปโภคและพลังงานมีความเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธวิธีที่สำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านของมัลแวร์ทำลายล้างระบบควบคุมอุตสาหกรรม (OT Sabotage) ไปสู่ภาษาประสิทธิภาพสูง เช่น Rust ในมัลแวร์ ZionSiphon v4 ที่มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานระบบประปาและโรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเล ซึ่งมาพร้อมกับกลไกตรวจสอบระบบเหยื่ออย่างเข้มงวดและการสั่งเขียนทับค่าควบคุม PLC ผ่านโปรโตคอล Modbus โดยตรง ขณะเดียวกันเริ่มพบการนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) มาผสานเข้ากับมัลแวร์ตระกูล Neural Override เพื่อวางแผนและตัดสินใจโจมตีระบบ SCADA และสแกนโครงสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ กลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐ เช่น SilkParasite ยังคงเดินหน้าสอดแนมโครงข่ายพลังงานและก๊าซธรรมชาติในเอเชียกลางผ่านการใช้ใบรับรอง TLS ปลอมและมัลแวร์ SpiceRAT ควบคู่กับการที่กลุ่ม Feral Wolf พัฒนาแบ็กดอร์ MQTTDoor ที่อาศัยโปรโตคอลมาตรฐาน IoT เพื่อพรางช่องทางควบคุม C2 ในโรงงานและระบบสาธารณูปโภค
นักวิจัยจาก Hunt.io ร่วมกับนักวิจัยอิสระ ตรวจพบเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ควบคุม (C2) ของกลุ่ม SilkParasite ที่ใช้งานมัลแวร์ตระกูล SpiceRAT, NodeEdgeRAT และ NomadRAT โดยพบการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน รวมถึงใบรับรอง TLS ปลอมที่ออกโดยองค์กรภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (TLC/CAICT) เพื่อแอบอ้างเป็นการรถไฟอุซเบกิสถาน ทั้งยังตรวจพบการจดโดเมนปลอมแปลงที่มุ่งเป้าบริษัทก๊าซแห่งชาติเติร์กเมนิสถาน (Türkmengaz) แหล่งก๊าซ Galkynysh และกระทรวงการต่างประเทศ โดยใช้หน้าเว็บเลียนแบบบริษัทเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศเป็นหน้าเว็บลวง (Decoy) เพื่ออำพรางเซิร์ฟเวอร์ควบคุม
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของไทย แม้ยังไม่พบหลักฐานการโจมตีระบบพลังงานในไทยโดยตรง แต่เทคนิคการแฝงตัวในโครงสร้างเครือข่ายข้ามประเทศ การใช้ใบรับรอง TLS ปลอมจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และการอำพรางเซิร์ฟเวอร์ C2 ด้วยหน้าเว็บลวง เป็นรูปแบบการสอดแนมทางไซเบอร์ที่องค์กรพลังงานของไทยที่มีการเชื่อมต่อหรือร่วมทุนระหว่างประเทศควรเฝ้าระวัง
ยุทธศาสตร์: กลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐยังคงมุ่งเน้นการจารกรรมข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์จากโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติและเส้นทางคมนาคมที่สำคัญเพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์
ยุทธการ: ผู้โจมตีใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันในการบริหารมัลแวร์หลายสายพันธุ์ พร้อมใช้ใบรับรองดิจิทัลและหน้าเว็บลวงเพื่อยืดอายุการปฏิบัติการและหลบเลี่ยงการตรวจจับ
ยุทธวิธี: ควรตรวจสอบและเฝ้าระวังการเชื่อมต่อไปยัง IP และโดเมน C2 ที่ตรวจพบ พร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้องของใบรับรอง TLS และชื่อโดเมนที่สื่อสารเข้าออกเครือข่ายองค์กร
ภาคพลังงานและสาธารณูปโภค (บริษัทสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ, แหล่งก๊าซ), ภาครัฐและการต่างประเทศ, ภาคการขนส่งและระบบราง
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
ทีมนักวิจัย Unit 42 ตรวจพบมัลแวร์ ZionSiphon เวอร์ชัน v4 ซึ่งเขียนขึ้นใหม่ด้วยภาษา Rust 1.94.0 แทนเวอร์ชันเดิมที่เคยเป็น .NET มัลแวร์มุ่งเป้าทำลายระบบบำบัดน้ำและโรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเล (Desalination) ในอิสราเอล โดยมีกลไกตรวจสอบระบบเหยื่อ 4 ขั้นตอน (ภาษาฮีบรู, แป้นพิมพ์ 0x40D, ชื่อโฮสต์, โฟลเดอร์ซอฟต์แวร์ SCADA) ก่อนจะพยายามแทรกค่าพารามิเตอร์ที่เป็นอันตรายลงในไฟล์คอนฟิกูเรชัน OT และส่งเฟรมคำสั่ง Modbus เพื่อแก้ไขค่าควบคุมใน PLC (เช่น Siemens S7-1200, Schneider M340, Rockwell ControlLogix) ทั้งยังมีความสามารถแพร่กระจายผ่าน USB ไดรฟ์และลบประวัติบันทึกเหตุการณ์บนระบบ
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อระบบสาธารณูปโภคน้ำประปาและโรงบำบัดน้ำในไทย แม้มัลแวร์ตัวนี้จะจำกัดเป้าหมายเฉพาะในอิสราเอลและทำลายตัวเองหากสภาพแวดล้อมไม่ตรงเงื่อนไข แต่เทคนิคการแทรกแซงค่าควบคุมทางเคมีและการส่งคำสั่งผ่าน Modbus โดยตรงเป็นแบบแผนการโจมตีทางเทคนิคที่ผู้ไม่หวังดีอาจนำมาปรับใช้กับระบบประปาและโรงไฟฟ้าในภูมิภาคได้
ยุทธศาสตร์: การโจมตีระบบควบคุมอุตสาหกรรม (OT) มีแนวโน้มยกระดับจากการสอดแนมไปสู่การก่อวินาศกรรมทางกายภาพต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคที่สำคัญต่อพลเรือน
ยุทธการ: ผู้พัฒนาภัยคุกคามปรับเปลี่ยนมาใช้ภาษา Rust เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและหลบเลี่ยงระบบตรวจจับ พร้อมกำหนดเงื่อนไขการทำงานเฉพาะเจาะจงเพื่อป้องกันการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
ยุทธวิธี: ควรตัดการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย IT และ OT ควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ USB ในสถานีควบคุม และเปิดใช้งานฟังก์ชันป้องกันการแก้ไขค่าพารามิเตอร์บนอุปกรณ์ PLC
ระบบสาธารณูปโภคน้ำประปา, โรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเล, ระบบควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม (SCADA/PLCs)
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
Unit 42 วิเคราะห์มัลแวร์ตระกูล Neural Override ที่พัฒนาด้วยภาษา Python จำนวน 5 รุ่น ควบคุมผ่าน Telegram Bot และผสานการทำงานกับ OpenRouter AI API เพื่อวิเคราะห์บริบทของเครื่องเหยื่อและเลือกปฏิบัติการโจมตีอัตโนมัติ (Autopilot) โดยในเวอร์ชันที่ 3 และ 4 มีการเพิ่มขีดความสามารถในการสั่งโจมตีระบบ SCADA ผ่านคำสั่งปิดระบบ รวมถึงการสั่งสแกนพอร์ต Modbus (พอร์ต 502) และพอร์ต 20000 ภายในเครือข่าย ทั้งนี้พบการพัฒนาฟังก์ชันใหม่อย่างรวดเร็วจาก 19 ฟังก์ชันเป็น 61 ฟังก์ชันภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งบ่งชี้ถึงการใช้ AI ช่วยสร้างโค้ดในการพัฒนา
ความเสี่ยงระดับปานกลางต่อสถานีวิศวกรรม (Engineering Workstations) และระบบควบคุมอุตสาหกรรมในไทย การที่มัลแวร์สามารถใช้งาน Telegram API ร่วมกับโมเดล AI ในการวิเคราะห์และเลือกคำสั่งโจมตี SCADA โดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้โจมตีสามารถลดระยะเวลาและทักษะที่ต้องใช้ในการสแกนและสั่งการระบบควบคุมในเครือข่ายอุตสาหกรรมลงอย่างมาก
ยุทธศาสตร์: การผสาน Generative AI เข้ากับโค้ดมัลแวร์ช่วยยกระดับความเร็วในการพัฒนาเครื่องมือและการตัดสินใจโจมตีเครือข่ายเป้าหมายโดยไม่ต้องพึ่งพาคำสั่งจากมนุษย์ตลอดเวลา
ยุทธการ: มัลแวร์ใช้บริการคลาวด์และแอปพลิเคชันส่งข้อความยอดนิยม (Telegram, OpenRouter) เป็นช่องทางสื่อสาร ทำให้การตรวจจับด้วยไฟร์วอลล์แบบดั้งเดิมทำได้ยากขึ้น
ยุทธวิธี: ควรเฝ้าระวังและบล็อกการเชื่อมต่อออกไปยัง api[.]telegram[.]org และ openrouter[.]ai จากเครื่อง Engineering Workstation หรือเครือข่ายควบคุม OT
สถานีวิศวกรรมควบคุม (Engineering Workstations), ระบบควบคุมอุตสาหกรรม (SCADA/Modbus), ภาคพลังงานและโรงงานอุตสาหกรรม
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
บริษัทความมั่นคงปลอดภัย BI.ZONE เปิดเผยรายงานการติดตามกลุ่มภัยคุกคาม Feral Wolf ซึ่งได้พัฒนาชุดเครื่องมือใหม่เพื่อควบคุมระบบและเคลื่อนย้ายภายในเครือข่าย โดยใช้แบ็กดอร์ MQTTDoor ที่สื่อสารคำสั่ง C2 ผ่านโปรโตคอล MQTT (ที่นิยมใช้งานในระบบ IoT และระบบตรวจวัดทางอุตสาหกรรม) และ MatrixDoor ที่สื่อสารผ่าน Matrix protocol ร่วมกับเครื่องมือทำเครือข่ายพร็อกซี RDPSocksProxy ผ่านช่องทาง RDP DVC ก่อนปิดท้ายการโจมตีด้วยการเข้ารหัสไฟล์ด้วยแรนซัมแวร์ GenieLocker โดยคนร้ายเข้าถึงเครือข่ายผ่านช่องโหว่ Confluence (CVE-2023-22515) และการตั้งค่าระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่รัดกุม
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธการต่อองค์กรพลังงาน โรงงานอุตสาหกรรม และธุรกิจที่มีการใช้งานอุปกรณ์ IoT หรือระบบเซนเซอร์ผ่านโปรโตคอล MQTT ในไทย การที่ผู้โจมตีเลือกใช้โปรโตคอลสื่อสารข้อความมาตรฐานในการควบคุมมัลแวร์ ทำให้ทราฟฟิกอันตรายกลมกลืนไปกับทราฟฟิกของระบบตรวจวัดทางอุตสาหกรรมทั่วไปและอาจหลุดรอดการตรวจจับของระบบความมั่นคงปลอดภัยเดิม
ยุทธศาสตร์: กลุ่มภัยคุกคามที่มุ่งเป้าภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้ประโยชน์จากโปรโตคอลมาตรฐาน IoT และการรับส่งข้อความเพื่อแฝงตัวและบั่นทอนเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐาน
ยุทธการ: ผู้โจมตีผสมผสานการใช้ช่องทาง C2 แบบกระจายศูนย์ร่วมกับการทำ RDP tunneling เพื่อเคลื่อนย้ายข้ามโซนเครือข่ายก่อนส่งแรนซัมแวร์เข้าทำลายข้อมูล
ยุทธวิธี: ควรตรวจสอบและจำกัดการเชื่อมต่อโปรโตคอล MQTT เฉพาะโบรเกอร์ภายในที่ได้รับอนุญาต และตรวจสอบการสร้างช่องทาง RDP Virtual Channel ที่ผิดปกติบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์
ภาคอุตสาหกรรมการผลิต, ระบบสาธารณูปโภคและ IoT, ภาคการค้าปลีก, โครงสร้างพื้นฐานไอทีระดับองค์กร
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง